April 2, 2006

แมงมุม



"ได้ไปเห็นแมงมุมเป็นตัวอย่าง แมงมุมทำรังของมันเหมือนข่าย มันสาวข่ายไปขึงไว้ตามช่องต่าง ๆ เราไปนั่งพิจารณาดูมัน ทำข่ายขึงไว้เหมือนจอหนัง เสร็จแล้วมันก็เก็บตัวเองเงียบอยู่ตรงกลางข่าย ไม่วิ่งไปไหน

พอมีแมลงวันหรือแมลงอื่นบินผ่านข่ายของมัน พอถูกข่ายเท่านั้น ข่ายก็สะเทือน พอข่ายสะเทือนปุ๊บ มันก็วิ่งออกจากรังทันที ไปจับตัวแมลงไว้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันก็เก็บตัวของมันไว้ที่กลางข่ายเหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีผึ้งหรือแมลงอื่นใดมาถูกข่ายของมัน พอข่ายสะเทือน มันก็วิ่งออกมาจับแมลงนั้น แล้วก็กลับไปเกาะนิ่งอยู่ที่กลางข่ายไม่ให้ใครเห็นทุกทีไป

เห็นแมงมุมทำอย่างนี้ เราก็มีปัญญาแล้ว อายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใจนี้อยู่ตรงกลาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แผ่พังพานออกไป อารมณ์นั้นเหมือนแมลงต่าง ๆ พอรูปมาก็ถึงตา เสียงมาก็ถึงหู กลิ่นมาก็ถึงจมูก รสมาก็ถึงลิ้น โผฏฐัพพะมาก็ถึงกาย ใจเป็นผู้รู้จัก มันก็สะเทือนถึงใจ แค่นี้ก็เกิดปัญญาแล้ว

เราจะอยู่ด้วยการเก็บตัวไว้ เหมือนแมงมุมที่เก็บตัวไว้ในข่ายของมันไม่ต้องไปไหน พอแมลงต่าง ๆ มันผ่านข่าย ก็ทำให้สะเทือนถึงตัว รู้สึกได้ก็ออกไปจับแมลงไว้ แล้วก็กลับอยู่ที่เดิม

ดูแมงมุมแล้วก็น้อมเข้ามาหาจิตของเรา มันก็เหมือนกันเท่านั้น ถ้าจิตเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันกว้าง ไม่เป็นเจ้าของสุข ไม่เป็นเจ้าของทุกข์อีกแล้ว ก็เห็นชัดได้อย่างนี้ มันก็ได้ความเท่านั้นแหละ จะทำอะไรอยู่ก็สบาย ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว มีแต่การภาวนาจะเจริญยิ่งขึ้นเท่านั้น"


จาก: เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต
รวบรวมคำอุปมาของ หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร)
http://larndham.net/index.php?act=ST&f=9&t=19505&st=0

อากง












อากงแก่ๆ คนหนึ่ง รับหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่กำลังอยู่ในวัยซนทั้งสี่

หลานทั้งสี่ก็เล่นกันบ้าง ตีกันบ้างตามประสาเด็ก

แต่ครั้งหนึ่งรุนแรงจนถึงขนาดที่อากงต้องออกโรงห้ามปราม

เมื่ออารมณ์ทุกฝ่ายสงบลง อากงจึงเรียกหลานๆ มานั่งล้อมโต๊ะคุยกัน

อากงบอก

'เอาล่ะหลานๆ หลับตานะ หลับตา'

พอหลานๆ หลับตาอากงก็เดินกลับเข้าไปห้องเก็บของ
แล้วหยิบตะเกียงเก่าๆ ออกมาอันหนึ่ง

อากงเปิดฝาครอบ จุดไฟ แล้วปิดฝาครอบ

อากงบอกหลานทั้งสี่ให้ลืมตา

'บอกซิว่าโคมไฟสีอะไร ?'

เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น เห็นเปลวไฟในตะเกียงสี ต่างแย่งกันตอบ

คนที่นั่งด้านหนึ่งบอก สีแดง

อีกด้านหนึ่งบอกว่า สีเขียว

อีกด้านหนึ่งบอก สีเหลือง

และอีกด้านหนึ่งเห็น สีน้ำเงิน

จากคำตอบเล็กๆ กลายเป็นเสียงถกเถียง
และเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
จนเกือบกลายเป็นกรณีพิพาท

อากงนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์ราวกับพายุของหลานทั้งสี่เริ่มสงบลง

หลานคนหนึ่งจึงเอ่ยปากถามว่า

'อากงของอย่างเดียวกัน ทำไมจึงมีตั้งหลายสี ?'

อากงยิ้มแล้วบอกว่า

'อากงจะทำอะไรให้ดู'

อากงเดินไปที่โต๊ะหยิบฝาครอบตะเกียงออก
แล้วหมุนฝาครอบนั้นให้หลานๆ ดู

ปรากฏว่าฝาครอบตะเกียงนั้น ทั้งสี่ด้าน มีสีที่แตกต่างกันไป
สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน

อากงถามอีกว่า

'คราวนี้บอกอากงซิว่า เห็นตะเกียงเป็นสีอะไร ?'

'สีของไฟ' หลานๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

'อากงขอถามอะไรสักสองข้อ เมื่อสักครู่นี้ ใครตอบผิด ?'

หลานๆ ตอบโดยพร้อมเพรียงกัน 'ไม่มีใครผิด'

อากงจึงกล่าวต่อไปว่า

'เจ้าทั้งสี่นั่งอยู่ในที่เดียวกัน
มองของอย่างเดียวกันในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกัน
นั่นก็เพราะคนทุกคนมองตะเกียง
จากมุมมองของตัวเอง
มองในสิ่งที่ตัวเองเห็น และก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น'

' แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ว่า
ทำไมคนอื่นจึงเห็นไม่เหมือนเรา แตกต่างกับเรา
ก็จงเดินไปดูที่มุมของเขา
แล้วเราก็จะรู้ จะเข้าใจว่า เขาเห็นอย่างไร
เห็นและคิดได้อย่างที่เขาเห็น'

'ต่อไปในอนาคต เวลาที่พวกหลานๆ ต้องเข้าไปอยู่ในสังคม
จะต้องพบคนต่างๆ มากมายที่ มองสิ่งเดียวกัน
แต่กลับเห็นไม่เหมือนกัน เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน
ก็อย่าไปโกรธเขา'

'เพราะนั่นเพียงแต่เป็นการมองต่างมุม
ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด'

'และอย่าไปกลัวว่า ตัวเองจะผิดที่มองไม่เห็นเหมือนคนอื่น
เพราะแต่ละคนก็จะเห็นสิ่งต่างๆ
ด้วยขอบข่ายจากประสบการณ์
และจากสิ่งแวดล้อมของตนเอง'


'ถ้าเราอยากเข้าใจว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น เห็นแบบนั้น
ก็จงเดินไปที่มุมของเขา
เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอะไรทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น
และเมื่อเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
จะทำให้คนอื่นยอมที่จะเดินมาและเข้าใจหลานเช่นกัน'

อากงถามต่อ

'แล้วสิ่งที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลังเป็นของอย่างเดียวกันไหม?'

หลานๆ ตอบ 'อย่างเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน'

'อย่างไร ?' อากงถาม

หลานตอบว่า

'ครั้งแรกเราเห็นแต่ฝาครอบตะเกียง
แต่ครั้งหลังเราเห็นเปลวไฟที่อยู่ในตะเกียง'

อากงจึงกล่าวว่า

'นี่เป็นการบอกว่า จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...
แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น'












ที่มาเรื่อง: http://www.thummada.com