ว่างจากรอยร้าว
ว่างจากรอยร้าว
ก้อนหินพุ่งกระทบกำแพงศิลาเกิดเสียงดัง
ความดังของเสียงนั้นสงบเงียบลงในพริบตา
ก้อนหินหล่นกระทบผิวน้ำเกิดระลอกคลื่น
วงคลื่นนั้นขยายเนิบออกไปสู่ความสิ้นสุดที่ขอบสระ
ก้อนหินเข้ากระทบแผ่นแก้วเกิดรอยร้าว
รอยร้าวนั้นคงที่อย่างยากจะประสานคืน
ส่ำเสียงและรูปลักษณ์นานา
กระทบตาแล้วเกิดปฏิกิริยาทางใจ
น้อยคนมีใจเหมือนกำแพงศิลาที่ดังวูบเดียวแล้วเงียบหาย
หลายคนมีใจเหมือนผืนน้ำจำกัดเขตความกระเพื่อม
ส่วนใหญ่มีใจเหมือนแผ่นแก้วเปราะบางพร้อมร้าวถาวร
ใจที่ว่างจากรอยร้าว
ต้องแกร่งแน่นเหมือนหินผา
หรือนุ่มเย็นดุจลำน้ำเรียบ
ไม่มีใครใจแกร่งตั้งแต่เกิด
ความแกร่งเกิดจากขันติและอุเบกขา
ขันติคือตั้งใจอดกลั้นไม่หุนหันพลันแล่น
อุเบกขาคือเห็นโทษของการถือสาและประโยชน์ของการวางเฉย
ไม่มีใครใจเย็นตั้งแต่เกิด
ความเย็นเกิดจากเมตตาและอุเบกขา
เมตตาคือปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอตน
อุเบกขาคือเห็นตามจริงว่าทุกคนไม่ได้ทำใครมากกว่าทำตัวเอง
จาก คิดจากความว่าง ๑
โดย ดังตฤณ
ก้อนหินพุ่งกระทบกำแพงศิลาเกิดเสียงดัง
ความดังของเสียงนั้นสงบเงียบลงในพริบตา
ก้อนหินหล่นกระทบผิวน้ำเกิดระลอกคลื่น
วงคลื่นนั้นขยายเนิบออกไปสู่ความสิ้นสุดที่ขอบสระ
ก้อนหินเข้ากระทบแผ่นแก้วเกิดรอยร้าว
รอยร้าวนั้นคงที่อย่างยากจะประสานคืน
ส่ำเสียงและรูปลักษณ์นานา
กระทบตาแล้วเกิดปฏิกิริยาทางใจ
น้อยคนมีใจเหมือนกำแพงศิลาที่ดังวูบเดียวแล้วเงียบหาย
หลายคนมีใจเหมือนผืนน้ำจำกัดเขตความกระเพื่อม
ส่วนใหญ่มีใจเหมือนแผ่นแก้วเปราะบางพร้อมร้าวถาวร
ใจที่ว่างจากรอยร้าว
ต้องแกร่งแน่นเหมือนหินผา
หรือนุ่มเย็นดุจลำน้ำเรียบ
ไม่มีใครใจแกร่งตั้งแต่เกิด
ความแกร่งเกิดจากขันติและอุเบกขา
ขันติคือตั้งใจอดกลั้นไม่หุนหันพลันแล่น
อุเบกขาคือเห็นโทษของการถือสาและประโยชน์ของการวางเฉย
ไม่มีใครใจเย็นตั้งแต่เกิด
ความเย็นเกิดจากเมตตาและอุเบกขา
เมตตาคือปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอตน
อุเบกขาคือเห็นตามจริงว่าทุกคนไม่ได้ทำใครมากกว่าทำตัวเอง
จาก คิดจากความว่าง ๑
โดย ดังตฤณ




0 Comments:
Post a Comment
<< Home