April 26, 2005

คนตาบอดกับตะเกียง

วันนี้คุยกับแม่..
แม่เล่าเรื่องคอร์สอบรมธรรมะที่บ้านน้าจินให้ฟัง
(บ้านน้าจินอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับเรา น้าจินเป็นคนที่ทำบุญเยอะมากๆ.. พระครูบาอาจารย์หลายรูปจากต่างจังหวัดจะมาพักที่บ้านน้าจินเวลาท่านมีกิจนิมนต์มาที่กรุงเทพ)
น้าจินเปิดคอร์สอบรมธรรมะให้เด็กๆในช่วงปิดเทอม นิมนต์พระอาจารย์จากหลายวัดมาช่วยสอนให้เด็กๆ :)
จริงๆเราก็ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตอร์สนี้เท่าไหร่ ก็ฟังจากแม่เล่ามาอีกที แต่เท่าที่ฟังเป็นกิจกรรมที่น่าอนุโมทนามากๆ..
อ๊อฟน่าจะเขียนเล่าได้ละเอียดกว่าเพราะไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยงานอยู่ตลอด :)

มาเข้าเรื่องคนตาบอดกับตะเกียงกันดีกว่า..:)
พอดีน้าจินนิมนต์หลวงพ่อจากวัดป่าชิคาโก้มาด้วย..
แม่เล่าว่าท่านเทศน์ดีมากๆ.. แบบว่าใครเข้าไปฟัง "โดน"กันหมดทุกคน :P
ที่โดนนี่คือ ท่านสอนโดนใจ :) สอนแบบท่านรู้วาระจิต..
รู้วาแต่ละคนมีปัญหาคาใจเรื่องอะไรอยู่ แล้วท่านก็จะยกเป็นนิทานมาสอนเป็นรายๆไป..
มีตอนนึงท่านก็เล่าปริศนาธรรมเรื่องคนตาบอดกับตะเกียงนี้ไว้ให้ไปคิดดู..
เรื่องมีอยู่ว่า..
(อ๊อฟช่วยดูด้วยนะ ถ้าอ้อมเล่าผิดบอกด้วยอ้อมจะได้แก้ :))

มีคนตาบอดคนหนึ่ง กับคนตาดีอีกคนหนึ่ง..
คนตาบอดกำลังจะออกเดินทางกลับบ้าน
คนตาดีเลยยื่นตะเกียงให้คนตาบอดถือติดตัวไป..
ตอนแรกคนตาบอดก็ปฏิเสธไม่ยอมรับตะเกียงนั้นไว้..
แต่คนตาดีก็บอกว่า รับไว้เถอะ อย่างน้อยเวลาเดินทางไปมีตะเกียงส่องจะได้ไม่มีใครเดินมาชน..
คนตาบอดก็เลยรับตะเกียงนั้นมา..
เดินทางไปๆ จนเกือบจะถึงบ้านแล้ว..
ก็ โครม! เดินชนกับใครอีกคนเข้าให้อย่างจัง..
คนตาบอดก็พูดว่า ท่านต้องตาบอดแน่ๆเลยถึงเดินมาชนเรา..
คนที่เป็นคู่กรณีก็ตอบว่า เปล่า เราไม่ได้ตาบอด..
คนตาบอดก็เลยบอกว่าอ้าว แล้วทำไมท่านถึงเดินชนเรา ก็ในเมื่อเรามีตะเกียงส่องถืออยู่ในมือนี่..
คนตาดีก็ตอบว่า ก็ตะเกียงของท่านมันดับไปแล้ว ท่านไม่รู้หรือ..

จบแล้ว.. :)
หลวงพ่อท่านไม่ได้เฉลยด้วยว่าปริศนาธรรมนี้ซ่อนความหมายอะไรไว้ :)
ลองไปคิดกันดูเล่นๆก็ได้นะ..

เราก็ไปลองคิดๆดูเหมือนกัน..

เราคิดว่า..
คนตาบอดก็น่าจะเปรียบเป็นคนที่ยังไม่รู้ธรรม
ส่วนตะเกียงนั่นก็น่าจะเปรียบเหมือนประทีปธรรม ที่ได้รับมาจากคนตาดีที่เป็นผู้รู้ธรรมคนหนึ่งเมตตาให้มา..
แต่คนตาบอดนั้นยังไงก็เป็นคนตาบอด.. ถึงตะเกียงจะดับแล้วก็ไม่รู้..
ยังคิดยังนึกอยู่ว่าตัวเองมีตะเกียง.. ยังยึดยังถืออยู่ว่าตัวเองมีธรรม..
พอไปชนกับคนตาดี ก็ยังจะไปคิดหาว่าเค้าตาบอดด้วยไม่รู้ว่าตัวเองต่างหากที่ไม่ได้มีธรรมประดับอยู่..
เราก็มั่วๆเอา ก็ไม่รู้จะถูกรึเปล่า.. ^^'

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณคนตาบอดคนนี้เค้าจะมีสิทธิ์เห็นธรรมกะเค้าบ้างไม๊เนี่ย.. ^^'
แต่ถ้าจะคิดอีกที.. ก็เป็นข้อเตือนใจได้ว่า ถึงคุณคนตาบอดจะยังไม่สามารถจะมองเห็นได้ตอนนี้.. แต่เค้าก็ไม่ควรจะประมาท
อย่างน้อยก็ควรจะหมั่นสำรวจตรวจดูตะเกียงที่รับมานั้นบ่อยๆ ว่าเรายังรักษาให้มันสุกสว่างดีอยู่ หรือว่ามันถูกเป่ามอดไปซะแล้ว..
แล้วก็ไม่ควรจะประมาทในการที่จะไปประเมินผู้อื่น ในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าธรรมที่รับมานั้นเรารักษาไว้ดีอยู่รึเปล่า..

:P ภาษาเขียนเราเป็นการเป็นงานสุดๆเลยครับพี่น้อง.. ^^'
อืมม เราคิดได้แบบนี้อ่ะ.. คนอื่นอ่านแล้วคิดได้ยังไง เขียนมาแบ่งกันอ่านก็ได้นะ :)

10 comments:

p'Win said...

เราก็คิดเหมือนๆอ้อมใจนะ ว่าคนตาบอดถือตะเกียงก็เหมือนมี"ประทีปธรรม"(คำนี้ขอบอกว่าไม่เข้าใจเต็มร้อย)อยู่กับตัว แต่ไม่รู้จักหรือเห็นมันอย่างถ่องแท้ ส่วนเรื่องที่เขาตาบอดแล้วจะมีวันเห็นธรรมะหรือไม่เนี่ย จริงๆเราว่าคนเรารับรู้ได้หลายทางใช่มะ ฉะนั้นถึงเค้าไม่เห็นตะเกียงด้วยตา แต่ถ้าเค้าเข้าใจการทำงานของมัน รับรู้ด้วยประสาทสัมผัส รู้ว่ามันยังร้อนแสดงว่ายังติดอยู่และยังมีไฟสว่าง เค้าก็น่าจะใช้มันได้ดีเหมือนๆกันนะ (ในกรณีนี้เค้าถึอไว้ให้คนอื่นเห็นเค้า จะได้ไม่มาชน ตะเกียงที่ติด ก็ทำหน้าที่เต็มที่แล้ว)
เอ๊ะ พิมพ์ๆไป ก็เหมือนที่อ้อมใจเขียนไว้แล้วนี่หว่า อิอิ
Good story ja~

b0ny said...

เล่าเรื่องถูกแล้วแหละ
อย่างน้อยก็เหมือนกับที่พ่อกับแม่เล่ามา
เพราะตอนที่ท่านเล่าเรื่อง อ๊อฟก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเหมือนกัน

เดี๋ยวว่าจะเขียน entry ลงใน blog เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
เพราะอ๊อฟเห็นจากอีกมุมนึง

~*aom*~ said...

:) พี่วินคิดคล้ายๆอ้อมเลย ขอบคุณที่แชร์ค่ะ

แล้วจะรออ่านของอ๊อฟนะ..
เขียนเล่าด้วยดิว่าไปช่วยงานบ้านน้าจินเป็นไงมั่ง..
สงสัยอ้อมกลับไปคงจะไม่มีแล้วมั๊ง.. เพราะเด็กๆคงจะเปิดเทอมกันแล้ว

o^.^oS Nu+Tarn said...

มีคำถาม

ทำไมคนตาดีคนนี้ไม่มีตะเกียงมาด้งยล่ะ ถึงตาไม่บอดแต่เดินไปในที่มืดแบบไม่มีตะเกียง ก็ไม่เหมือนกับเป็นคนตาบอดชั่วคราวเหรอ เพราะผลก็คือเค้าไปเดินชนคนอื่นอ่ะ

~*aom*~ said...

เรื่องนั้นเป็นจุดบอดจุดนึงที่เราไม่ได้คิดล่ะ :P
แต่ถ้าคิดแบบอ๊อฟ ก็มีคำตอบให้คำถามที่น้ำตาลถามได้ :)

ตามไปอ่านที่blogอ๊อฟนะ :)

http://b0nyb0y.blogspot.com/

o^.^oS Nu+Tarn said...

โอ้จริงด้วย เข้าใจละ :)

Paisarn said...

ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียวน่ะครับ พี่อ่านที่น้องๆ เขียนความเห็น แต่ละคนความเห็นเข้าท่ากว่าที่พี่คิดเยอะเลย :) น้องๆ เก่งๆ กันทั้งนั้นเลยน่ะครับ :)

สำหรับพี่ พออ่านแล้ว ไม่ได้คิดถึงประทีปธรรมเลย อันนี้เพื่อแชร์ความคิดก็ต้องขอยอมรับว่าอ่านแล้ว นึกถึงว่านี่คือเรื่องของคนที่ไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรอง โดยใช้เรื่องไฟในตะเกียงเป็นตัวกลางสื่อ ไฟนั้นมีประโยชน์แต่ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน

อันแรก พี่ตำหนิคนตาดีคนแรกว่าไม่ควรให้ตะเกียงกับคนตาบอกสะด้วยซ้ำ เพราะแรกๆ คือคิดถึงไฟ คนตาดีถูกแค่ครึ่งเดียวที่ว่าไฟใช้ส่องทางกันคนเดินมาชนคนตาบอก แต่อีกครึ่งนึง(จริงๆ สำหรับพี่คือมากกว่าครึ่ง)ก็ผิดเพราะไฟเป็นของอันตรายโดยเฉพาะคนที่ใช้ไม่เป็น คนตาบอดเนี่ยไม่ควรจะอยู่ใกล้ไฟอย่างยิ่ง จะเป็นภัยมากกว่าคนตาดีถือไฟอีก ถ้าเป็นตะเกียงกระจกยิ่งแล้วใหญ่ คนตาบอดทำตกเนี่ยเสร็จแน่ คนตาดีคนแรกจึงมีความตั้งใจดี แต่คิดไม่รอบคอบที่ให้ตะเกียงไฟไป(bad > good)

คนตาบอดเนี่ย บอดจริง แต่จุดใหญ่ที่คิดได้มีอยู่สองจุดคือเค้าไม่ไตร่ตรองในคุณและโทษของไฟที่จะมีต่อตัวเค้า จริงๆ น่าจะบอกไปสะว่ากลับได้ไม่ต้องใช้ไฟ เพราะเผลอไฟลวกเอาง่ายๆ (ถ้าไตร่ตรองได้ ก็จะรู้ว่าความหวังดีนี้มีภัยแอบแฝง) อีกจุดคือความประมาทของตนคือคิดว่ามีไฟ ก็มีตลอด แต่จริงๆ แล้วดับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ (สิ่งทั้งหลายมีและดับไปตามเหตุปัจจัย แต่คนตาบอดขาดเครื่องมือ... จริงๆ ขาดซึ่งความตระหนักสะด้วยซ้ำที่จะรู้ทันตามเหตุปัจจัย จริงๆ พี่เห็นใจเค้าน่ะ เค้าอยู่ในความมือบอดเป็นสรณะก็คงคดว่ามืดคงตัว ก็คงสว่างคงตัว) แต่พอ ประมาท + มีไฟ + ตาบอดรวมกัน (แมน... รวมฮิตจริงๆ) อันตรายก็อยู่ตรงมือ แถมยังชะล่าใจว่าจะไม่มีคนมาชน อันนี้บอดของจริง

ส่วนคนตาดีคนสุดท้ายเนี่ย พี่แค่คิดว่าเอาไว้ขมวดจบเรื่อง ว่าคนตาบอกชะล่าใจ แค่นั้นแหละครับ

อันนี้คิดแบบชาวบ้าน (บ้านคิม :P)

Paisarn said...

อืม วันนี้เพิ่งคิดอะไรเพิ่มเติมได้ ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับตา เท่าที่พี่เข้าใจ คือ พยายามจะเน้นว่าตาเนื้อ มีหรือไม่มี ไม่เท่ามีตาปัญญา (ปัญญาจักขุ)คือการเห็นตามความเป็นจริง และ พิจารณาซึ่งคุณและโทษของแต่ละสิ่งตามความเป็นจริง (ไม่ได้จำเอา แต่เห็นและเข้าใจจริงๆ)และเห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย

น่าสนใจที่คนแต่งเรื่องได้ให้สุดท้ายคนตาดีกับคนตาบอดมาชนกัน ตาเนื้อทั้งคู่ แต่ก็ชนกัน เพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่พี่คิดว่าคนตาดีน่ะที่จริง เห็นได้ (เพราะสุดท้ายเค้าก็เห็นตะเกียงที่คนตาบอดถืออยู่ว่ามันดับ) แต่คนตาดีก็ชนคนตาบอดอยู่ดี ก็น่าจะเป็นเพราะความประมาท ( เดินยังไงจนชนกันกลางดึก)

ตาเนื้อดีกับตาเนื้อบอดนั้น ไม่สู้เท่ามีดวงตาแห่งปัญญา นั้นเอง (มิน่าเรื่องนี้น่ะทะแม่งมากสำหรับพี่ อ่านตอนแรกก็ไม่ make sense แล้ว เพิ่อจะให้คนไม่ชนกลางดึก อย่างมากคนตาดีควรจะให้ไม้เท้าคนตาบอดก็พอ ปลอดภัยและตรงเป้าประสงค์กว่า)

~*aom*~ said...

^___^ ขอบคุณค่ะพี่คิม
ได้มุมมองน่าใหม่ที่น่าสนใจจริงๆเลยค่ะ :D
อ้อมกะคนอื่นๆแปลไฟเป็นประทีปธรรมอย่างเดียวเลย
จริงๆแล้วไฟมีทั้งประโยชน์และโทษอย่างที่พี่คิมว่าจริงๆด้วยนะคะ :)

น้องชายอ้อมเค้าเขียนตีความปริศนาธรรมเรื่องนี้ไว้อีกแง่เพื่อลงนิตยสารธรรมะใกล้ตัวด้วย
อ่านได้ที่ link ข้างล่างนี้นะคะ :)
http://dungtrin.com/mag/?11.miscel

ขอบคุณที่มาช่วยกันแชร์ความเห็นนะคะ :D

Keng said...

ผมว่าเรื่องนี้ คิดว่าจะสรุปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นยาก แต่ควรจะมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไปให้มากที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจของแต่ละคนมาไม่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องลักษณะแบบนี้มีเป็นปริศนาธรรม แต่ว่าสิ่งที่จะเกิดกับทุกคนคือ การขบคิดหรือโกอานให้คนอ่านไปแต่กและย่อยเป็นของเขาเอง จากเท่าที่ดูผมว่าหลายคนคิดไปได้ในทางที่ลึกซึ้งดี ก็ถ้าใครมีทางที่แตกต่างมากกว่านี้ก็อยากให้เอามาแบ่งปันกัน จะได้โตไปด้วยกัน
ขอบคุณครับ