แม่เล่าเรื่องคอร์สอบรมธรรมะที่บ้านน้าจินให้ฟัง
(บ้านน้าจินอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับเรา น้าจินเป็นคนที่ทำบุญเยอะมากๆ.. พระครูบาอาจารย์หลายรูปจากต่างจังหวัดจะมาพักที่บ้านน้าจินเวลาท่านมีกิจนิมนต์มาที่กรุงเทพ)
น้าจินเปิดคอร์สอบรมธรรมะให้เด็กๆในช่วงปิดเทอม นิมนต์พระอาจารย์จากหลายวัดมาช่วยสอนให้เด็กๆ :)
จริงๆเราก็ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตอร์สนี้เท่าไหร่ ก็ฟังจากแม่เล่ามาอีกที แต่เท่าที่ฟังเป็นกิจกรรมที่น่าอนุโมทนามากๆ..
อ๊อฟน่าจะเขียนเล่าได้ละเอียดกว่าเพราะไปเป็นพี่เลี้ยงช่วยงานอยู่ตลอด :)
มาเข้าเรื่องคนตาบอดกับตะเกียงกันดีกว่า..:)
พอดีน้าจินนิมนต์หลวงพ่อจากวัดป่าชิคาโก้มาด้วย..
แม่เล่าว่าท่านเทศน์ดีมากๆ.. แบบว่าใครเข้าไปฟัง "โดน"กันหมดทุกคน :P
ที่โดนนี่คือ ท่านสอนโดนใจ :) สอนแบบท่านรู้วาระจิต..
รู้วาแต่ละคนมีปัญหาคาใจเรื่องอะไรอยู่ แล้วท่านก็จะยกเป็นนิทานมาสอนเป็นรายๆไป..
มีตอนนึงท่านก็เล่าปริศนาธรรมเรื่องคนตาบอดกับตะเกียงนี้ไว้ให้ไปคิดดู..
เรื่องมีอยู่ว่า..
(อ๊อฟช่วยดูด้วยนะ ถ้าอ้อมเล่าผิดบอกด้วยอ้อมจะได้แก้ :))
มีคนตาบอดคนหนึ่ง กับคนตาดีอีกคนหนึ่ง..
คนตาบอดกำลังจะออกเดินทางกลับบ้าน
คนตาดีเลยยื่นตะเกียงให้คนตาบอดถือติดตัวไป..
ตอนแรกคนตาบอดก็ปฏิเสธไม่ยอมรับตะเกียงนั้นไว้..
แต่คนตาดีก็บอกว่า รับไว้เถอะ อย่างน้อยเวลาเดินทางไปมีตะเกียงส่องจะได้ไม่มีใครเดินมาชน..
คนตาบอดก็เลยรับตะเกียงนั้นมา..
เดินทางไปๆ จนเกือบจะถึงบ้านแล้ว..
ก็ โครม! เดินชนกับใครอีกคนเข้าให้อย่างจัง..
คนตาบอดก็พูดว่า ท่านต้องตาบอดแน่ๆเลยถึงเดินมาชนเรา..
คนที่เป็นคู่กรณีก็ตอบว่า เปล่า เราไม่ได้ตาบอด..
คนตาบอดก็เลยบอกว่าอ้าว แล้วทำไมท่านถึงเดินชนเรา ก็ในเมื่อเรามีตะเกียงส่องถืออยู่ในมือนี่..
คนตาดีก็ตอบว่า ก็ตะเกียงของท่านมันดับไปแล้ว ท่านไม่รู้หรือ..
จบแล้ว.. :)
หลวงพ่อท่านไม่ได้เฉลยด้วยว่าปริศนาธรรมนี้ซ่อนความหมายอะไรไว้ :)
ลองไปคิดกันดูเล่นๆก็ได้นะ..
เราก็ไปลองคิดๆดูเหมือนกัน..
เราคิดว่า..
คนตาบอดก็น่าจะเปรียบเป็นคนที่ยังไม่รู้ธรรม
ส่วนตะเกียงนั่นก็น่าจะเปรียบเหมือนประทีปธรรม ที่ได้รับมาจากคนตาดีที่เป็นผู้รู้ธรรมคนหนึ่งเมตตาให้มา..
แต่คนตาบอดนั้นยังไงก็เป็นคนตาบอด.. ถึงตะเกียงจะดับแล้วก็ไม่รู้..
ยังคิดยังนึกอยู่ว่าตัวเองมีตะเกียง.. ยังยึดยังถืออยู่ว่าตัวเองมีธรรม..
พอไปชนกับคนตาดี ก็ยังจะไปคิดหาว่าเค้าตาบอดด้วยไม่รู้ว่าตัวเองต่างหากที่ไม่ได้มีธรรมประดับอยู่..
เราก็มั่วๆเอา ก็ไม่รู้จะถูกรึเปล่า.. ^^'
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณคนตาบอดคนนี้เค้าจะมีสิทธิ์เห็นธรรมกะเค้าบ้างไม๊เนี่ย.. ^^'
แต่ถ้าจะคิดอีกที.. ก็เป็นข้อเตือนใจได้ว่า ถึงคุณคนตาบอดจะยังไม่สามารถจะมองเห็นได้ตอนนี้.. แต่เค้าก็ไม่ควรจะประมาท
อย่างน้อยก็ควรจะหมั่นสำรวจตรวจดูตะเกียงที่รับมานั้นบ่อยๆ ว่าเรายังรักษาให้มันสุกสว่างดีอยู่ หรือว่ามันถูกเป่ามอดไปซะแล้ว..
แล้วก็ไม่ควรจะประมาทในการที่จะไปประเมินผู้อื่น ในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าธรรมที่รับมานั้นเรารักษาไว้ดีอยู่รึเปล่า..
:P ภาษาเขียนเราเป็นการเป็นงานสุดๆเลยครับพี่น้อง.. ^^'
อืมม เราคิดได้แบบนี้อ่ะ.. คนอื่นอ่านแล้วคิดได้ยังไง เขียนมาแบ่งกันอ่านก็ได้นะ :)
